· นำระบบธนาคารหลัก Vault Core มาเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน เชื่อมจุดแข็งของกรุงไทย AIS และ OR เข้ากับความต้องการใช้เงินในชีวิตประจำวันของคนไทย
กรุงเทพฯ 3 พฤศจิกายน 2569 – ธนาคารคลิกซ์ (CLICX Bank) ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขารายแรกของประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือของธนาคารกรุงไทย (KTB) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ประกาศความร่วมมือกับ Thought Machine ผู้ให้บริการเทคโนโลยีธนาคารบนระบบคลาวด์ โดยนำ Vault Core ที่เป็นระบบธนาคารหลัก มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของคนไทยมากยิ่งขึ้น
ธนาคารคลิกซ์ เป็นธนาคารพาณิชย์ไร้สาขารายแรกของไทยที่มีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจตามกรอบเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด สะท้อนถึงความพร้อมทั้งด้านระบบ เทคโนโลยี และการดำเนินงาน ล่าสุดได้นำ Vault Core ซึ่งเป็นเทคโนโลยีธนาคารบนระบบคลาวด์จาก Thought Machine มาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการให้บริการ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้สอดรับกับความต้องการของลูกค้าและการเปลี่ยนแปลงของตลาด
โดยจุดเด่นของ Vault Core คือการแยกส่วนการกำหนดเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ ออกจากโครงสร้างระบบธนาคารหลัก ทำให้ธนาคารคลิกซ์สามารถออกแบบ ทดสอบ และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ได้ด้วยตนเอง ตั้งแต่การกำหนดวิธีคำนวณดอกเบี้ยไปจนถึงเงื่อนไขของบัญชี ช่วยลดการพึ่งพาผู้ให้บริการระบบเมื่อมีการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ และเพิ่มความรวดเร็วในการออกแบบบริการใหม่ ๆ นอกจากนี้ ยังรองรับการเชื่อมต่อกับช่องทางดิจิทัลของพันธมิตรในกลุ่ม เพื่อพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง
พร้อมกันนี้ ธนาคารคลิกซ์ยังผสานพันธมิตรทั้ง 3 ราย ได้แก่ ความเชี่ยวชาญด้านการเงินของธนาคารกรุงไทย เครือข่ายโทรคมนาคมของ AIS และเครือข่ายค้าปลีกของ OR เพื่อเชื่อมบริการธนาคารเข้ากับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน พร้อมขยายโอกาสให้กลุ่มลูกค้าที่อาจยังได้รับบริการทางการเงินไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้มีรายได้รายวัน และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งมีรูปแบบรายได้แตกต่างจากผู้มีเงินเดือนประจำ ให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบได้มากขึ้น โดยนำข้อมูลทางเลือกที่ลูกค้ายินยอมให้ใช้เพื่อให้ธนาคารเข้าใจพฤติกรรมทางการเงินของลูกค้าได้อย่างรอบด้าน ขณะที่เทคโนโลยี Vault Core ยังทำให้ธนาคารคลิกซ์สามารถออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความต้องการ และความเสี่ยงและความสามารถในการชำระคืนของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม
นางสาวสุพร สุนทรโรหิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) (CLICX Bank) กล่าวว่า “ปัจจุบันคนไทยจำนวนมากมีรูปแบบรายได้ที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งรายได้จากงานอิสระ การรับจ้างรายวันหรือธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งรายได้และพฤติกรรมการเงินของลูกค้ากลุ่มนี้ไม่สามารถสะท้อนได้อย่างครบถ้วนผ่านการประเมินทางการเงินในรูปแบบเดิม ดังนั้นธนาคารคลิกซ์จึงมุ่งพัฒนาบริการทางการเงินที่สอดรับกับวิถีชีวิตการทำงานและรูปแบบรายได้ของลูกค้า ตั้งแต่การจัดการเงินในชีวิตประจำวัน การเข้าถึงสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ ไปจนถึงการออมเพื่ออนาคต”
“เราผสานจุดแข็งของทั้งธนาคารกรุงไทย AIS และ OR เข้ากับเทคโนโลยีจาก Thought Machine เพื่อให้พัฒนาบริการตามความต้องการของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง เป้าหมายคือทำให้คนไทยบริหารเงินได้คล่องตัวขึ้น เข้าถึงบริการที่เหมาะสมกับตนเอง และมีโอกาสสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว”
นายวรรณสิทธิ์ ไชยภินันท์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายเทคโนโลยีดิจิทัล ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) (CLICX Bank) กล่าวว่า “การเลือกใช้ Vault Core มาเป็นส่วนหนึ่งในการวางรากฐานของระบบเทคโนโลยีของธนาคารคลิกซ์ช่วยให้ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ สามารถออกแบบ พัฒนา ทดสอบและปรับปรุงผลิตภัณฑ์หรือรายละเอียดผลิตภัณฑ์ได้อย่างคล่องตัว เช่น วิธีการคำนวณดอกเบี้ยหรือเงื่อนไขบัญชี โดยลดข้อจำกัดจากการพึ่งพาผู้ให้บริการระบบในการปรับแก้ ขณะเดียวกัน ระบบยังรองรับการเชื่อมต่อกับช่องทางดิจิทัลของพันธมิตร ทำให้ธนาคารสามารถนำข้อมูลพฤติกรรมลูกค้ามาพัฒนาบริการที่มีความเหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม และสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง”
ด้าน พอล เทเลอร์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Thought Machine กล่าวว่า “การให้บริการผู้ประกอบอาชีพอิสระและผู้ที่มีข้อมูลเครดิตแตกต่างจากรูปแบบทั่วไป จำเป็นต้องเปลี่ยนจากระบบธนาคารหลักแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง เพราะระบบเหล่านั้นไม่สามารถรองรับข้อมูลแบบเรียลไทม์จากหลายระบบนิเวศได้ การดำเนินงานได้ทันตามกรอบเวลาที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนดถือเป็นก้าวสำคัญ แต่บทพิสูจน์ที่แท้จริงของระบบธนาคารหลักคือความรวดเร็วในการปรับตัวหลังเปิดให้บริการ
“ด้วย Vault Core ทำให้ CLICX มีอิสระอย่างเต็มที่ในการออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ เพื่อปรับอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม และขยายบริการทั่วประเทศไทย โดยเทคโนโลยีระบบธนาคารหลักจะไม่กลายเป็นข้อจำกัดในการเติบโต”
ทั้งนี้ความร่วมมือดังกล่าว เป็นการเพิ่มประเทศไทยเข้าสู่เครือข่ายลูกค้าของ Thought Machine ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งครอบคลุมสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ปัจจุบันบริษัทมีธนาคารชั้นนำระดับโลกเป็นลูกค้า 20แห่ง โดยมีรายได้รวมในปี 2568 มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตร้อยละ 57จากปีก่อน และมีรายได้ประจำต่อปี (ARR) มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ไตรมาส 2 ปี 2569



No comments:
Post a Comment