
· มหาวิทยาลัยมหิดล ปลดล็อกงานวิจัยสู่การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจ: ผนึกพลังความร่วมมือ MU SYNERGY ร่วมกับ 200 บริษัทเอกชนชั้นนำ อาทิ NVIDIA ,สยามเอไอ, สยามไบโอไซเอนซ์, NZeno, เบทาโกร, Deltaฯลฯ ตลอดจนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปลี่ยนงานวิจัยระดับโลกให้เป็นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง มุ่งเป้าดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างชาติ
· อัพเดทความคืบหน้าแผนการดำเนินการอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ (New S-Curve) และการลงทุนในนวัตกรรมขั้นสูง ตั้งแต่ Medical AI ที่ใช้งานจริงแล้วในประเทศไทย, โรงงานยาชีววัตถุ ATMU, ไปจนถึงเทคโนโลยี การปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ และ อาหารแห่งอนาคต
· พร้อมปฏิรูปกำลังคนทักษะเฉพาะทาง (Zero-Day Readiness): ด้วยการพลิกโฉมระบบการศึกษาผ่านโมเดล CWIE และ คลังหน่วยกิต (MU-CBS) สร้างบัณฑิตทักษะสูงที่พร้อมทำงานได้ทันที ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในเศรษฐกิจยุคใหม่
กรุงเทพฯ 31 มีนาคม 2569 – มหาวิทยาลัยมหิดลประกาศยุทธศาสตร์ยกระดับการศึกษาและงานวิจัย ปี 2569 เพื่อส่งต่อความสำเร็จสู่การพัฒนาประเทศ ชูโมเดล “MU SYNERGY: Real World Impact in Action” แนวทางการดำเนินงานที่มุ่งปลดล็อกทุกข้อจำกัดของงานวิจัย เน้นลงมือทำจริง และเร่งเปลี่ยนองค์ความรู้สู่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ พร้อมเปิดความก้าวหน้าของ 5 ไฮไลต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New S-Curve) ได้แก่ การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI) การสร้างโรงงานยามีชีวิต (ATMU) การปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ (Xenotransplantation)อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food Industry) และการปฏิรูปการศึกษา(Next-Gen Education) ซึ่งทั้ง 5 ด้านมีศักยภาพในการสร้าง New S-Curve ให้กับประเทศ เสริมโอกาสใหม่ท่ามกลางความท้าทายของสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลก และช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามที่ยืดเยื้อ และความผันผวนของราคาพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพทั่วโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ที่แข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองโดยในปี 2569 มหาวิทยาลัยมหิดลได้ก้าวเข้าสู่ระยะที่ 2 ของยุทธศาสตร์ ‘Real World Impact’ ภายใต้แนวคิด ‘MU SYNERGY: Real World Impact in Action’ เน้นการลงมือทำจริงและการผนึกกำลังกับภาคเอกชนให้เข้มข้นยิ่งขึ้น มุ่งปลดล็อกข้อจำกัดทางวิชาการ ยกระดับความร่วมมือกับภาคเอกชน และเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ช่วยเพิ่มมูลค่า GDP และขับเคลื่อนประเทศ โดยขับเคลื่อนผ่าน 5 เสาหลักที่ออกแบบเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ได้แก่
การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI) ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะด้านสาธารณสุขของประเทศสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง NVIDIA และ บริษัท สยาม เอไอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในการลงทุนเทคโนโลยีประมวลผลประสิทธิภาพสูง NVIDIA H200 เพื่อสร้าง Health Data Lake และระบบ AI วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพหลายมิติ ตั้งแต่ระดับพันธุกรรมจนถึงข้อมูลรายบุคคล การดำเนินการที่ผ่านมาอาทิ ระบบวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ปอดที่มีความแม่นยำสูงถึง 98% ซึ่งปัจจุบันถูกนำไปใช้งานจริงในโรงพยาบาลกว่า 700 แห่ง ทั่วประเทศ ครอบคลุมการดูแลผู้ป่วยกว่า 7.4 ล้านราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 200 ล้านบาท สะท้อนถึงความสำเร็จในการเปลี่ยน Big Health Data ให้เป็นความแม่นยำในการรักษา (Precision Medicine) และยกระดับการแพทย์เชิงป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม
การสร้างโรงงานยา (ATMU) เป็นการยกระดับประเทศไทยสู่ “ฐานการผลิตยาชีววัตถุและยีนบำบัดแห่งอนาคต” พลิกโครงสร้างอุตสาหกรรมการแพทย์จากประเทศผู้นำเข้า สู่การเป็นผู้พัฒนาและผลิตเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูงด้วยตนเอง ลดการไหลออกของเม็ดเงินจากการนำเข้ายามูลค่าสูง พร้อมเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงการรักษาโรคซับซ้อน เช่น มะเร็งและโรคหายาก ในต้นทุนที่เหมาะสมมากขึ้น ทั้งนี้ โครงการ ATMU เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัดและบริษัทเอกชนชั้นนำ ภายใต้งบลงทุนกว่า 1,300 ล้านบาท ผ่านการพัฒนาโมเดล Twin Facility ที่เชื่อมงานวิจัยสู่การผลิตเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ตั้งแต่ห้องแล็บสู่โรงงานพร้อมกันนี้ ยังเป็นการสร้าง New S-Curve ให้เศรษฐกิจไทยในอุตสาหกรรมชีวเวชภัณฑ์ (Biopharmaceuticals) ที่มีมูลค่าสูงและเติบโตต่อเนื่องในระดับโลก โดยมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูง เช่น CAR T-Cell เพื่อวางประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในฐานการผลิตและพัฒนานวัตกรรมการแพทย์ของภูมิภาคในอนาคต
การปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ (Xenotransplantation) การเปิดพรมแดนใหม่ของระบบสาธารณสุขไทย ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์เพื่อปลดล็อกวิกฤตการขาดแคลนอวัยวะ ที่เป็นหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของการรักษาโรคระยะรุนแรงในประเทศไทยและทั่วโลก โดยมุ่งพัฒนา “ไตหมูตัดต่อยีน” เป็นต้นแบบสำหรับการปลูกถ่ายในมนุษย์ ซึ่งหากสำเร็จ จะเปลี่ยนโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย ให้เข้าถึงการรักษาได้จริง โครงการนี้ไม่เพียงเป็นก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่คือการวางรากฐาน “ระบบอวัยวะทางเลือก” (Alternative Organ Supply) ให้กับประเทศในระยะยาว ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการล้างไตที่สูงกว่า 16,000 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยหลายแสนราย ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชนชั้นนำ อาทิ เบทาโกร (Betagro) และเอนซีโน (Nzeno) ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีตั้งแต่ Advanced Genetic Engineering ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้าน Biosecurity ระดับสูง พร้อมเตรียมจัดตั้งโรงเรือนปลอดเชื้อพิเศษ (DPF) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการวิจัย และเป็นก้าวเร่งสู่การทดลองในมนุษย์ระดับคลินิกภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ความก้าวหน้านี้จึงไม่เพียงยกระดับขีดความสามารถทางการแพทย์ของไทย แต่ยังวางตำแหน่งประเทศในฐานะผู้เล่นใหม่ในเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงที่มีศักยภาพแข่งขันในเวทีโลก
อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food Industry) มหาวิทยาลัยมหิดลขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารเพื่อเศรษฐกิจมูลค่าสูง ต่อยอดจากความหลากหลายทางชีวภาพของไทยให้เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ ผ่านโครงการ ‘SAI Mahidol’ ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการพัฒนาพื้นที่ยุทธศาสตร์กว่า 13 ไร่ ให้เป็นศูนย์กลางการผลิตสารสกัดมูลค่าสูง (Active Ingredients) จากวัตถุดิบไทย โดยเฉพาะเห็ดและสมุนไพร เพื่อป้อนอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพระดับโลก โดยมีต้นแบบความสำเร็จอย่าง นิวทริโฟล (Nutriflow) ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement) นวัตกรรมจากสถาบันโภชนาการที่เทคโนโลยี AdaptiveFlow ช่วยปรับเนื้อสัมผัสให้เหมาะสมกับการเคี้ยวและการกลืน ตอบโจทย์สังคมสูงวัยและผู้มีข้อจำกัดด้านโภชนาการอย่างตรงจุด ซึ่งปัจจุบันสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรมด้วยยอดจำหน่ายสะสมกว่า 21 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 100%ฯลฯ สะท้อนถึงศักยภาพในการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าจากภาคเกษตรสู่ธุรกิจนวัตกรรม และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตในระดับสากลในการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดสุขภาพและสังคมสูงวัย พร้อมยกระดับห่วงโซ่มูลค่าจากภาคเกษตรสู่ธุรกิจนวัตกรรม และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตในระดับสากล
การปฏิรูปการศึกษาเพื่อเศรษฐกิจใหม่ (Next-Gen Education) เพื่อยกระดับทุนมนุษย์ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ พร้อมสร้างกำลังคนทักษะสูงที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเป็นปัจจัยชี้ขาดในการดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก โดยในปีนี้มหาวิทยาลัยมหิดลเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาเชิงระบบผ่านโมเดลการเรียนรู้แบบ CWIE (Cooperative and Work-Integrated Education) ที่ผสานการเรียนเข้ากับการทำงานจริงตั้งแต่วันแรก ทำให้ผู้เรียนไม่เพียงเรียนรู้ แต่ยังทำงานเป็นทันทีที่จบการศึกษา พร้อมกันนี้ ยังเชื่อมโยงกับพันธมิตรระดับโลกกว่า 140 แห่ง เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำงานบนโจทย์จริงในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรใหม่ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมและประเทศ ใช้ได้ทันทีในโลกการทำงาน เช่น เป็นครั้งแรกของมหาวิทยาลัยในการเปิดหลักสูตรอนุปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ ที่มุ่งผลิตแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและ Digital Manufacturing หลักสูตรอนุปริญญา สาขาการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีทักษะด้านSustainability และ Environmental Communication และสร้างความพร้อมทำงานแบบ Zero-Day Readiness ขณะเดียวกัน ระบบคลังหน่วยกิต (MU-CBS) ยังถูกออกแบบให้ผู้เรียนสามารถสะสม Skill Portfolio ได้อย่างยืดหยุ่น ตอบโจทย์ตลาดงานที่ต้องการทักษะเฉพาะทางมากกว่าวุฒิการศึกษา แนวทางดังกล่าวไม่เพียงยกระดับคุณภาพบัณฑิตไทย แต่ยังเป็นการ “รีเซ็ตระบบผลิตคนของประเทศ” ให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจโลก และปรับตำแหน่งประเทศไทยให้เป็น Talent Hub สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต
“การประกาศ MU SYNERGY: Real World Impact in Action ถือเป็นการยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยมหิดลจากผู้ผลิตองค์ความรู้ สู่ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมสังคมและเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมหาวิทยาลัยยังคงเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ Real World Impact (ปี 2567-2571) โดยใช้ 3 กลไกหลัก ได้แก่ A1 – Synergistic and Collaborative Innovations (สานภารกิจวิจัย): มุ่งเน้นการบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรมร่วมกับภาคเอกชนและเครือข่ายระดับโลก เพื่อเปลี่ยนงานวิจัย "จากหิ้งสู่ห้าง" ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ A2 – Empowering Learners (เพิ่มอำนาจผู้เรียน): พัฒนาระบบการศึกษาแบบLifelong Learning และการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง (CWIE) เพื่อสร้างกำลังคนทักษะสูงที่พร้อมทำงานได้ทันที A3 – Amplifying Operations (ขยายผลสัมฤทธิ์): ยกระดับการดำเนินงานภายในให้มีประสิทธิภาพ คล่องตัว และยั่งยืน เพื่อสนับสนุนภารกิจของมหาวิทยาลัยในทุกมิติ ทั้งนี้เป้าหมายยุทธศาสตร์มุ่งเน้นที่การลงมือทำเพื่อสังคม สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ขยายบทบาทจากสถาบันการศึกษาสู่ศูนย์กลางในการขับเคลื่อนสังคม สร้างผลกระทบที่จับต้องได้ ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ เพื่อยกระดับศักยภาพสู่การเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Engine of Growth) ของประเทศ
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภายใต้ 5 เสาหลักของมหาวิทยาลัยมหิดล ยังเกิดจากการผนึกกำลังอย่างใกล้ชิดกับผู้นำภาคธุรกิจระดับประเทศ อาทิ WHA Group สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สยาม เอไอ คอร์ปอเรชั่น สยามไบโอไซเอนซ์ และเบทาโกร ที่ร่วมกันผลักดันให้นวัตกรรมกลายเป็นเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยภายในงาน “MU SYNERGY: Real World Impact in Action” นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้สะท้อนทิศทางสำคัญของเศรษฐกิจไทยถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงนวัตกรรม ทั้งด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และระบบนิเวศอุตสาหกรรม เป็นปัจจัยหลักในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศและดึงดูดการลงทุนระดับสากล ขณะที่ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ชี้ว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ด้วยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนจึงเป็นกลไกหลักในการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และกำลังคน เพื่อรองรับเศรษฐกิจอนาคต



No comments:
Post a Comment