รมว.คลัง นำสื่อมวลชนชมความพร้อม QSNCC ตอกย้ำศักยภาพไทย เปิดบ้านต้อนรับการประชุมระดับโลก 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings - Bangkokfocusnews.com : ข่าวประชาสัมพันธ์ออนไลน์

Latest News 📢

Friday, 9 October 2026

รมว.คลัง นำสื่อมวลชนชมความพร้อม QSNCC ตอกย้ำศักยภาพไทย เปิดบ้านต้อนรับการประชุมระดับโลก 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings



คณะผู้จัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งได้รับขนานนามว่าเป็น “โอลิมปิกทางการเงิน” นำโดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และ นายณัฏฐวุฒิ ธรรมศิริ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมความพร้อมสถานที่จัดประชุม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเต็มรูปแบบในทุกมิติแล้ว ก่อนส่งมอบพื้นที่อย่างเป็นทางการให้แก่ IMF และ World Bank เพื่อต้อนรับผู้กำหนดนโยบาย นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลกมากกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ ร่วมกำหนดทิศทางอนาคตเศรษฐกิจโลก



ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หลังจากวันนี้ (9 ต.ค. 2569) ในสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 2569 ประเทศไทยจะเปิดบ้านต้อนรับผู้นำด้านเศรษฐกิจและการเงิน ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ซึ่งเปรียบเสมือนการยกสำนักงานใหญ่ของ IMF และ World Bank จาก กรุงวอชิงตัน ดีซี มายังประเทศไทย การจัดงานในครั้งนี้ รัฐบาลไทยไม่เพียงจัดเตรียมความพร้อมด้านสถานที่และโครงสร้างพื้นฐาน เทียบเท่ามาตรฐานสากลระดับสูงสุดเท่านั้น แต่ยังได้หลอมรวมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ตลอดจนผสานอัตลักษณ์และวัฒนธรรมอันโดดเด่นของไทย ทั้งมิตรภาพ ความอบอุ่น และความพิถีพิถันแบบ Thai Hospitality ในทุกมิติของการต้อนรับ เพื่อสร้างความประทับใจและตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีโลก

ในด้านความพร้อมของสถานที่จัดประชุม ขณะนี้ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ได้ยกระดับการบริหารจัดการสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์ควบคุม Master Control Room และระบบถ่ายทอดสดมาตรฐานเดียวกับอีเวนต์ใหญ่ระดับโลกอย่าง FIFA World Cup และ UEFA Champions League พร้อมทีมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญระดับสูงที่มีประสบการณ์ดูแลระบบในเวที World Economic Forum ณ เมืองดาวอส (Davos) ควบคู่การดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุด ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยจัดระบบคัดกรองพื้นที่หลายชั้น (Security Zoning) พร้อมจุดตรวจ X-ray 17 จุด และ Walk-through 19 จุด รวมถึงการเชื่อมต่อระบบ CCTV และกองกำลังดูแลความปลอดภัยครอบคลุมโรงแรมที่พักทางการสำหรับผู้ร่วมประชุมทั้ง 21 แห่ง ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ ล่าสุดมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานมาแล้วกว่า 15,000 คน และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความไว้วางใจของประชาคมโลก ในการเดินทางมาร่วมหารือเพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ณ ประเทศไทย

ดร.เอกนิติ กล่าวเสริมว่า การประชุมในครั้งนี้ นอกจากจะสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยทันทีประมาณ 1,050 – 2,250 ล้านบาท จากประมาณการผู้เข้าร่วมงานกว่า 15,000 คน ซึ่งมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 7–10 วัน และมีอัตราการใช้จ่ายเฉลี่ย 10,000 – 15,000 บาทต่อคนต่อวัน ผ่านการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมงานในภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และสินค้าชุมชนอย่างทั่วถึงแล้ว ยังเป็นการเปิดประตูสู่อนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการแสดงศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรัฐบาลจะใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด และสิทธิประโยชน์การลงทุน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI)
ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญ อาทิ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

ภายในงานยังมีการนำเสนอ Soft Power และวัฒนธรรมไทย ผ่านการตกแต่งสถานที่ด้วยอัตลักษณ์ผ้าไทย 40 ลาย จาก 21 จังหวัด 28 ชุมชน อาทิ ผ้าทอตีนจกไทลื้อ ผ้าขาวม้าลายช้าง และผ้าบาติกพิมพ์ลายบุปผาบรมราชินีนาถและกล้วยไม้แคทลียาควีนสิริกิติ์ การจัดแสดงผลงานประติมากรรม “Impact Piece Sculpture” ที่นำวัสดุธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถักทอเป็นชิ้นงานประติมากรรม สะท้อนพลังแห่งความร่วมมือและการพัฒนาสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ตลอดจนการบริการอาหารและเครื่องดื่มที่รังสรรค์จากสินค้า GI ของประเทศไทยอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้สัมผัสรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ โดยจะมีการนำเสิร์ฟเมนูที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ อาทิ กาแฟ “AM Brew” ที่คัดสรรเมล็ดพันธุ์ไทยชั้นเลิศ และ “ชาไทย by QSNCC” ที่ละเมียดละไมด้วยวัตถุดิบคุณภาพสูง



ด้าน ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงการขับเคลื่อนแนวคิด “Green Meeting” ว่า ประเทศไทยและ QSNCC ซึ่งเป็นศูนย์การประชุมที่ได้รับมาตรฐานอาคารเขียว มุ่งมั่นจัดการประชุมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการจัดให้บริการรถยนต์ไฟฟ้า รวมกว่า 320 คัน สำหรับผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 95.8 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂eq) หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่กว่า 9,580 ต้น
ในหนึ่งปี การบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรโดยนำขยะอาหาร (Food Waste) ไปแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ การลดใช้กระดาษด้วยระบบประชุมดิจิทัล Paperless และลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastics) ในส่วนการจัดเลี้ยงทั้งหมด




ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งจุดสำคัญคือการจัดแสดงนิทรรศการ “Thailand Pavilion” ซึ่งแบ่งเนื้อหานิทรรศการออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่

· โซนที่ 1 Digital Public Infrastructure นำเสนอความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย เช่น PromptPay และระบบชำระเงินผ่าน QR ข้ามพรมแดน รวมถึงการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้ร้านค้าชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินและโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

· โซนที่สอง Climate Resilience นำเสนอแนวทางการรับมือกับความเสี่ยงจาก
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำท่วม การใช้แผนที่ข้อมูลเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการพัฒนาเมืองและชุมชนคาร์บอนต่ำ

· โซนที่สาม Longevity นำเสนอระบบสุขภาพและเศรษฐกิจสุขภาวะของไทย ตั้งแต่ระบบหลักประกันสุขภาพ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางชีวภาพ นวดไทย ตลอดจนการแพทย์แม่นยำและอุตสาหกรรม Wellness
ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศไทย

นอกจากนี้ อีกหนึ่งส่วนสำคัญคือ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ภายใต้แนวคิด “The Royal Legacy: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งสะท้อนแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาที่ได้วางรากฐานความเข้มแข็งให้แก่ประเทศไทย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลักคิดเหล่านี้
ไม่เพียงมีคุณค่าต่อประเทศไทย แต่ยังสอดคล้องกับประเด็นที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญ ทั้งการพัฒนาที่ยั่งยืน การลดความเหลื่อมล้ำ การรับมือกับภัยพิบัติ และการบริหารความเสี่ยง

“การเตรียมความพร้อมเต็มรูปแบบในทุกมิตินี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี ในการต้อนรับผู้แทนจาก 191 ประเทศทั่วโลก เพื่อให้การประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings เป็นเวทีประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงวิสัยทัศน์ นวัตกรรม โอกาสการลงทุนใหม่ ๆ และความร่วมมือระหว่างประเทศเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน” ดร.วินิจ กล่าวสรุป

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการประชุมฯ ผ่านช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ https://www.am2026thailand.go.th หรือ Facebook: AM2026 Thailand https://www.facebook.com/AM2026THAILAND

No comments:

Post a Comment

Post Bottom Ad


Bangkokfocusnews.com ข่าวออนไลน์